จับตาพายุ 2 ลูก จ่อเข้าไทย

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.64 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานด้านอำนวยการ ครั้งที่ 2/2564 ร่วมกับหน่วยงานภายใต้ กอนช.

อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สสน. จิสด้า กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นต้น และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อร่วมประเมินและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก และลุ่มน้ำชี-มูล หลังได้รับผลกระทบจากอิทธิพลพายุโซนร้อน เตี้ยนหมู่

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,749 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหกสูงสุดในอัตรา 762 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำไหลผ่าน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2,784 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

โดยจะไหลออกสู่อ่าวไทย ในช่วงวันที่ 8-10 ต.ค.64 ขณะเดียวกัน กรมชลประทานจะปรับลดการระบายน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลงจากเดิมระบายวันละ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดลงเหลือ 800 ลบ.ม./วินาที ภายในเที่ยงวันที่ 6ต.ค.นี้ เพื่อให้สถานการณ์น้ำท่วมลดระดับลง และกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ปัจจุบันเขื่อนป่าสักฯ ระบาย 933 ลบ.ม./วินาที และจะทยอยปรับลดลงให้สอดคล้องกับน้ำไหลเข้าเพื่อลดระดับน้ำให้เข้าสู่เกณฑ์ควบคุม เพื่อเตรียมรองรับน้ำที่อาจมีเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่อาจจะมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 10 ต.ค.นี้

กรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกับ สสน. ยังติดตามหย่อมความกดอากาศต่ำ 2 ลูก เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่า หย่อมความกดอากาศต่ำลูกแรก มีแนวโน้มต่ำที่จะพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน

เนื่องจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมา แต่จะยังคงมีฝนอยู่ตามฤดูกาล ส่วนหย่อมความกดอากาศต่ำลูกที่ 2 มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากกว่าหย่อมความกดอากาศลูกแรก โดย กอนช. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแนวทางป้องกันพื้นที่เสี่ยงให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

สำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณ 9 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ที่ประชุมมอบหมายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ โดยระบายน้ำในระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเขื่อนอุบลรัตน์จะระบายน้ำด้วยอัตรา 20 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการ กลางจังหวัดขอนแก่นแล้ว

รวมถึงการควบคุมน้ำในลำน้ำของแม่น้ำชี-มูล ให้กรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำให้เต็มศักยภาพเพื่อให้ไม่เป็นการหน่วงน้ำ และสามารถระบายน้ำได้ พร้อมทั้งเร่งระบายน้ำที่ไม่สามารถเก็บกักได้ลงแม่น้ำโขงโดยเร็ว

นายสุรสีห์ กล่าวอีกว่า จากปริมาณมวลน้ำหลากที่มีการบริหารจัดการโดยเก็บกักในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่แก้มลิงต่างๆ สทนช.เสนอกรอบทางร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทานและกรมส่งเสริมการเกษตร ในการวางแผนนำน้ำที่ไหลหลากในทุ่งรับน้ำต่างๆ รวมถึงมวลน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำในปัจจุบันมาบริหารจัดการสำหรับฤดูแล้งหน้า ทั้งในลุ่มเจ้าพระยา ลุ่มน้ำมูล-ชี

ที่ประชุมติดตามสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์พายุ ที่อาจจะเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งคาดว่าต.ค.นี้ มีโอกาสฝนตกเพิ่มขึ้น อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในบางแห่ง พร้อมทั้งคาดการณ์พื้นที่เสี่ย งอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ เดือนต.ค.-ธ.ค. 2564 มีพื้นที่เสี่ย งอุทกภัย จำนวน 668 ตำบล 125 อำเภอ 14 จังหวัด

โดยจำแนกพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในแต่ละจังหวัด โดยที่ประชุมซักซ้อมความพร้อมรับมือสถานการณ์ เครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง จุดอ่อนไหวต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนน้ำมากในเกณฑ์เฝ้าระวัง อาทิ เขื่อนแก่นกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนบางลาง จ.ปัตตานี เป็นต้น

ที่ประชุมเน้นย้ำทุกหน่วยงานภายใต้ กอนช.ที่มีเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบการแจ้งเตือนและการประสานงานกับ กอนช. อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยการประสานงาน แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในเกิดประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุฯ เพื่อเตรียมรับมือกับพายุ 2 ลูก ช่วง 10 ต.ค.นี้